รีไฟแนนซ์ ช่วยให้บ้านเป็นของคุณเร็วขึ้นได้อย่างไร?

เอ๊ะ! ถ้ารีไฟแนนซ์ก็ต้องผ่อนนานขึ้นไม่ใช่เหรอ แล้วบ้านจะเป็นของเราเร็วขึ้นได้ยังไงล่ะ? เชื่อไหมครับว่านี่เป็นคำถามยอดนิยมที่เราเจอมาบ่อยๆเชียวล่ะครับ จริงอยู่ว่าประโยชน์ข้อหนึ่งในการรีไฟแนนซ์ก็คือ คุณสามารถยืดระยะเวลาการกู้ออกไป เพื่อให้ผ่อนต่อเดือนสบายขึ้น เช่น ผ่อนกับที่เก่า 15 ปี จ่ายเดือนละ 20,000 บาท เมื่อรีไฟแนนซ์มาที่ใหม่ คุณอาจขอผ่อน 20 ปี เหลือเดือนละ 15,000 บาท ก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมนะครับว่าคุณได้จ่ายชำระค่างวดมาแล้วระยะหนึ่ง (ส่วนใหญ่ 3 ปี) นั่นทำให้เงินต้นลดลงไปด้วย และตัวคุณเองก็เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะขยายเวลาในการผ่อนหรือไม่ หากคุณผ่อนต่อในจำนวนเงินเท่าเดิม จาก 15 ปีอาจลดลงมาเหลือแค่ 10 ปีเพราะได้อัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินใหม่ที่ถูกลง ลองมาดูตัวอย่างประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ นางสาวฉลาดออม มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว รายได้ต่อเดือน 200,000 บาท มีหนี้บ้านคงเหลือ(เดิม)อยู่ 10,00,000 บาท ยอดผ่อนชำระต่อเดือน 73,092 บาท ผ่อนบ้านมา 3 ปีแล้ว เหลือเวลาอีก 23 ปี ตั้งใจจะเข้ามาหาโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์บ้าน มีความต้องการที่จะผ่อนต่อเดือนถูกลง แต่จำนวนปีเท่าเดิม…

ติดหนี้ต้องทำอย่างไรดี?

“การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ใครๆก็คงเห็นด้วยกับประโยคนี้ใช่ไหมครับ แต่อย่างที่ Refinn ได้เคยพูดไว้บ่อยๆว่า “หนี้” นั้นไม่ได้มีแค่ด้านร้ายเสมอไป เพราะหนี้ดีที่ก่อให้เกิดรายได้ก็มี ดังนั้น หนี้จึงไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป แต่สิ่งที่ทำให้มันทวีความน่ากลัวก็คือ “อาการติดหนี้” ของเราเองต่างหาก แล้วอาการอย่างไรจึงเรียกว่าติดหนี้ล่ะ? Refinn อยากให้ทุกท่านลองสำรวจดูครับว่า คุณมีความคิดหรือพฤติกรรมเหล่านี้บ้างหรือไม่ 1. มีความรู้สึกดีเป็นพิเศษเมื่อซื้อของด้วยบัตรเครดิตมากกว่าการซื้อของด้วยเงินสด 2. มีพฤติกรรมการใช้เงินเดือนชนเดือน และมักจะพบปัญหาเมื่อมีรายจ่ายพิเศษเข้ามา เช่นค่าซ่อมบำรุงรถ ค่ารักษาพยาบาล 3. ไม่มีการวางแผนถึงเรื่องการออมเงินไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน หรือคิดบ้างแต่ไม่ลงมือทำสักที เพราะใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่มีเหลือเก็บ หรือพอมีเงินเหลือเก็บก็เอาไปซื้อของอื่นๆที่อยากได้เสียก่อน 4. ชอบซื้อของที่มีโปรโมชั่นล่อใจ เช่น ซื้อ 1 แถม 1 หรือลด 50% โดยไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำไม สุดท้ายก็กองๆรวมกันไว้ ไม่ได้ใช้ 5. มักจะยืมเงินคนรอบข้างบ่อยๆ เมื่อมีรายจ่ายไม่คาดฝัน และไม่สามารถนำมาคืนได้ทันตามที่รับปากไว้ 6. จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำเสมอ ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้เมื่อถึงกำหนด หรือ ยอดหนี้ทั้งหมดเกิน 70% ของรายได้ที่คุณมีไปแล้ว 7. คิดว่าหากเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นมาจริงๆ…

ใครบ้างที่รีไฟแนนซ์ได้?

จริงๆแล้ว รีไฟแนนซ์เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารจัดการหนี้ที่สามารถทำได้ทุกคน ทุกเวลา คุณสามารถเลือกรีไฟแนนซ์ไปที่ไหนก็ได้โดยเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม มีบางปัจจัยที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะใช้ประกอบการพิจารณาในการขอยื่นรีไฟแนนซ์ของคุณด้วยครับ ประวัติการชำระเงิน เป็นสิ่งแรกๆ ที่ธนาคารจะนำมาใช้ในการพิจารณา หากที่ผ่านมาคุณผ่อนชำระไม่ตรงกับระยะเวลาที่กำหนดไว้ (เป็นต้นว่า “ลืม” จ่ายตรงบ้างไม่ตรงบ้าง) หรือค้างชำระค่างวดติดต่อกัน 2 งวด ก็อาจจะทำให้การขอรีไฟแนนซ์ยากขึ้น เพราะสถาบันการเงินบางแห่งจะกำหนดไว้เลยว่า ผู้ที่จะเปลี่ยนมารีไฟแนนซ์กับเขานั้นต้องมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีติดต่อกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือนครับ ดังนั้น “วินัยทางการเงิน” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาดนะครับ ระยะเวลาที่คุณจ่ายชำระเงินกับที่เดิม อย่างที่บอกไปแล้วว่าสถาบันการเงินบางแห่งจะพิจารณาเมื่อคุณผ่อนชำระมาแล้ว  6-12 เดือน เป็นอย่างต่ำ แต่ตามปกติแล้วหากเป็นสินเชื่อบ้าน ธนาคารเดิมที่คุณทำเรื่องขอสินเชื่อในครั้งแรกมักมีข้อกำหนดว่าผู้กู้จะต้องผ่อนชำระเงินงวดครบ 36 งวด (3 ปี) ก่อนจึงจะรีไฟแนนซ์ได้โดยไม่มีค่าปรับ ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะคิดค่าปรับแตกต่างกันไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาแต่ส่วนใหญ่จะคิดที่ 3% ของเงินต้นที่ทำสัญญาครับ  แต่หากเป็นการ      รีไฟแนนซ์รถยนต์ จะต้องคำนึงถึงอายุของรถยนต์ด้วย เพราะลีสซิ่งจะไม่รับรถยนต์ที่อายุเกิน 16 ปี  หรือรถที่ผ่านการเปลี่ยนเครื่องยนต์มาคนละรุ่นหรือคนละตระกูลกัน เช่น รถฮอนด้า ใส่เครื่องโตโยต้า เป็นต้นครับ กรณีที่เปลี่ยนอาชีพจากตอนที่ขอสินเชื่อครั้งแรกไปยังสามารถรีไฟแนนซ์ได้ไหม นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆท่านสงสัยกันไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ลาออกจากพนักงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือประกอบอาชีพอิสระ(ฟรีแลนซ์) ซึ่งหากคุณยังมีความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ที่ดีอยู่…

วิธีบริหารหนี้สิน ต้องทำอย่างไร

ขึ้นชื่อว่า หนี้ ใครๆก็ไม่อยากมี (ถ้าหากไม่จำเป็น) ใช่ไหมครับ แต่การเป็นหนี้นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเสมอไป เพราะถ้าหากว่าหนี้ที่คุณก่อคือหนี้ดี สามารถนำมาลงทุนหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ซื้อรถเอาไว้รับจ้างขนของ หรือซื้อตึกแถวเพื่อปล่อยเช่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีการบริการจัดการที่ดี มีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น แล้วล่ะก็ การเป็นหนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะครับ ดังนั้น เรามาวางแผนบริหารหนี้สินกันเถอะ ขั้นที่ 1 คิดให้ดีก่อนมีหนี้ พิจารณาก่อนว่า หนี้ที่คุณมีอยู่นั้นเป็นหนี้ดีหรือหนี้เสีย ถ้าหากเไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคุณในระยะยาวได้มากกว่าอัตราดอกเบี้นที่คุณจะต้องจ่ายก็ถือว่าเป็นหนี้ดี แต่ถ้าหากเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่ม เกิดขึ้นเพราะแค่ตอบสนองความต้องการของคุณ เช่น ต้องการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นและของเก่ายังใช้ได้อยู่ ก็ถือว่าเป็นหนี้เสีย ควรหยุดก่อหนี้เพิ่มครับ ขั้นที่ 2 สำรวจภาระหนี้สินที่มีและจัดการแยกประเภทหนี้ออกมา คุณจะเห็นภาพรวมว่าตอนนี้มีหนี้อยู่เท่าไหร่ ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ซึ่งหากจะให้ปลอดภัยยอดหนี้ทั้งหมดที่คุณมีนั้นไม่ควรเกิน 36% ของรายได้ทั้งหมด ควรพยายามลดในส่วนของหนี้เสียลง เช่นหนี้จากการซื้อของด้วยบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด โดยการพยายามจ่ายหนี้ส่วนนี้เป็นลำดับแรก เพราะเป็นหนี้ระยะสั้น ดอกเบี้ยสูง และไม่ควรจ่ายชำระเพียงแค่ขั้นต่ำ เพราะเท่ากับว่าเงินที่คุณจ่ายไปทั้งหมดนั้นเป็นการจ่ายดอกเบี้ย เงินต้นแทบไม่ลดลงเลย หากเป็นไปได้ควรปิดหนี้จำนวนน้อยที่สุดที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดก่อนให้หมดไปเลย หรือจ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะไม่รบกวนสภาพคล่องทางการเงินของคุณครับ ขั้นที่ 3 เจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้หรือรีไฟแนนซ์ หากหนี้ที่มีอยู่มีจำนวนมากจากหลากหลายแห่ง และเป็นหนี้ที่มีภาระผูกพันนาน…

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรีไฟแนนซ์ทั่วไป จากทุกธนาคาร

รีไฟแนนซ์มีประโยชน์อย่างไร ทำไมมีแต่คนพูดถึงกันนะ? หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีหนี้เงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้บ้าน รถยนต์ แม้กระทั่งบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลต่างๆ รีไฟแนนซ์เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวครับ เพราะธนาคารมักให้สิทธิประโยชน์สำหรับการรีไฟแนนซ์ดังต่อไปนี้ 1. คุณสามารถปิดยอดหนี้คงเหลือจากสถาบันการเงินเดิมด้วยเงินกู้จากสถาบันการเงินใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงกว่าเดิม 2. ได้ระยะเวลาการกู้ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ตัวคุณเองนะครับว่าต้องการขยายระยะเวลาออกไปหรือไม่ 3. สถาบันการเงินบางแห่งการให้กู้เพิ่มจากยอดหนี้ที่คงเหลือเดิมได้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้มีข้อดีกับเราอย่างไร? การที่อัตราดอกเบี้ยลดลง จะทำให้จำนวนเงินที่เราต้องผ่อนต่อเดือนกับธนาคารน้อยลง หรือก็คือผ่อนสบายขึ้น ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น เครียดน้อยลง สามารถนำเงินส่วนต่างนี้ไปใช้จ่ายตามต้องการเป็นเงินลงทุนต่อยอดหรือหมุนเวียนในธุรกิจได้ สำหรับท่านที่ได้วงเงินกู้มากขึ้นสามารถนำเงินตรงนี้มาต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้านได้ด้วยนะครับ ฟังดูดี๊ดีใช่ไหมล่ะครับ แต่..ช้าก่อน เนื่องจากธนาคารแต่ละแห่งนั้นมีอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสำหรับการรีไฟแนนซ์ที่ต่างกัน ตามปกติแล้วผู้กู้จึงจำเป็นต้องตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยเพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดจากแต่ละธนาคาร และควรยื่นเอกสารกับธนาคารเป้าหมายอย่างน้อย 3 แห่งขึ้นไป ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละธนาคารมีการประเมินและให้ราคาหลักทรัพย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งราคาประเมินนี้แหละจะมีผลโดยตรงกับวงเงินที่คุณจะได้รับจากการยื่นขอรีไฟแนนซ์ครับ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเลือกธนาคารที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด เช่น ให้วงเงินสูงสุด หรือดอกเบี้ยต่ำสุด เพื่อให้การยื่นรีไฟแนนซ์ของคุณเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามต้องการนั่นเองครับ ดังนั้นเพื่อลดขั้นตอนยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในการเปรียบเทียบข้อเสนอและยื่นเอกสารกับหลายๆแห่ง คุณสามารถเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่จะได้รับจากธนาคารต่างๆด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปในการช่วยคำนวณหาทางเลือกที่ดีที่สุดของ Refinn เพียงคลิก www.refinn.com และสำหรับท่านที่ต้องการขอรับคำปรึกษาเรื่องของการรีไฟแนนซ์สามารถแสดงความคิดเห็นหรือสอบถามได้ที่เบอร์ 02-736-9645 ครับ

กู้บ้านอย่างไรให้ดอกเบี้ย “ถูก”

เพราะบ้านคือวิมานของเรา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ใครๆก็อยากมีวิมานส่วนตัวกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว การซื้อบ้านนั้นก็มักจะใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารร่วมกับเงินดาวน์บางส่วนมากกว่าจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ตามมานอกจากหนี้ตามจำนวนที่ขอกู้แล้วก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง ถ้าได้ดอกเบี้ย “แพง” กว่าเราจะผ่อนหมดเป็นอิสระก็นานหน่อย หรือไม่ก็ผ่อนจ่ายต่อเดือนหนักหน่อย (ถึงตรงนี้หลายคนคงโอดครวญแว่วๆมาว่า ไม่หน่อยแล้วล่ะ เข้าขั้นหนักหนา เลยทีเดียว) ถ้าอย่างนั้นทำอย่างไรเราจึงจะได้ดอกเบี้ย “ถูก” กันล่ะ Refinn มีคำตอบให้ครับ ขั้นแรก คุณควรประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของตัวเอง เช่น คุณสามารถจ่ายเงินสดเพื่อเป็นเงินดาวน์ได้เท่าไหร่ที่เหลือคือเงินที่คุณต้องกู้ แน่นอนว่ายิ่งดาวน์เยอะยอดเงินกู้ก็ลดลง แต่ควรพิจารณาด้วยว่าระหว่างนี้คุณจะต้องมีเหตุให้ใช้เงิน หรือต้องนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนหรือไม่ และหากนำไปลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้บ้านหรือไม่ จะกู้เป็นระยะเวลาทั้งหมดกี่ปี ผ่อนงวดละเท่าไหร่จึงจะไม่หนักจนเกินไป และอย่าลืมประเมินจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ด้วย เป็นต้นว่าหากคุณเกิดเจ็บป่วยจำเป็นต้องใช้เงินด่วน หรือต้องออกจากงานจะสามารถผ่อนต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผ่อนจนตึงมือมากเกินไป คุณควรมีรายได้ต่อเดือนคิดเป็น 2-2.5 เท่าของเงินค่างวดที่จะต้องชำระครับ ขั้นที่สอง รู้เท่าทันการทำงานของดอกเบี้ย ปกติแล้วผู้กู้ส่วนใหญ่มักจะได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้น เช่น 1.25% 12 เดือน หรือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันใดในช่วงแรก เช่น ปีแรกเท่ากับ 1.25% ปีที่สอง 3.25% ปีที่สาม 4.25% เป็นต้น จากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ณ…

รีไฟแนนซ์ กับ รีฟินน์ ต่างจากทั่วไปอย่างไร

การรีไฟแนนซ์นั้นก่อให้เกิดประโยชน์มากมายสำหรับผู้ที่มีหนี้เงินกู้ ทว่าก็มีขั้นตอนการดำเนินงานและรายละเอียดปลีกย่อยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เราจึงขอเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการรีไฟแนนซ์ทั่วไป และการรีไฟแนนซ์กับ Refinn ออกมาเป็นข้อๆ ตามลำดับขั้นตอนในการยื่นรีไฟแนนซ์ตามตารางข้างล่างนี้ครับ รีไฟแนนซ์ทั่วไป รีไฟแนนซ์กับ Refinn ผู้กู้ต้องทำการรวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากสถาบันการเงินต่างๆ ด้วยตนเอง เรามีระบบออนไลน์ที่ช่วยคำนวณและเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยในการรีไฟแนนซ์บ้านที่ประหยัดได้สูงสุดในแต่ละโปรโมชันของทุกธนาคาร ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆด้วยตนเองในขั้นตอนเดียวเพียงคลิกที่นี่ Refinn ผู้กู้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากสถาบันการเงินต่างๆแล้วคำนวณหาความคุ้มค่า เพื่อเลือกยื่นเอกสารกับธนาคารเป้าหมาย เราทำการรวบรวมข้อมูลจากธนาคารแต่ละแห่ง เพื่อนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุดจากทุกโปรโมชันที่มีอยู่แต่ละธนาคารในขณะนั้น ด้วยการคำนวณผ่านทางโปรแกรมของเรา ต้องจัดเตรียมเอกสารและเดินทางไปที่ธนาคารเพื่อยื่นขอรีไฟแนนซ์อย่างน้อย 3 แห่งขึ้นไป จัดเตรียมและยื่นเอกสารรีไฟแนนซ์เพียงครั้งเดียว กับธนาคารที่ร่วมกับ Refinn จึงช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการประเมินหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกัน หากติดขัดเราจะดำเนินการไปยังธนาคารอื่นๆในลำดับที่รองลงมาให้แทน โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารใหม่แต่อย่างใด รอผลการประเมินจากธนาคาร แล้วเลือกธนาคารที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด ประหยัดเวลาในการรอผลตอบรับจากธนาคาร จะเห็นได้ว่าการเลือกรีไฟแนนซ์กับ Refinn นั้นช่วยคุณประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะเรารวมทุกอย่างไว้ในขั้นตอนเดียว เพื่อความสะดวกขั้นสูงสุดของคุณนั่นเองครับ ซึ่งคุณสามารถสมัครสมาชิกและทดลองใช้งานเว็บไซต์ของเราได้ฟรี เพียงคลิก Refinn หากมีข้อสงสัยในการยื่นไฟแนนซ์สามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 02-736-9645 เรายินดีมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยวางแผนการเงินด้วยวิธีการรีไฟแนนซ์ให้กับทุกท่านครับ

Refinn คืออะไร?

เราขอเริ่มต้นตอบคำถามนี้ ด้วยเรื่องของคุณป้าท่านหนึ่งที่อยากแบ่งปันให้ฟังครับ ก่อนหน้าจะมาเป็น Refinn มีเรื่องราวของคุณป้าท่านหนึ่งที่กระทบใจผู้คนในทีมเข้าอย่างจัง เราพบกันด้วยความบังเอิญ คุณป้าท่านนั้นอายุ 54 ปี ไม่ได้ร่ำรวยมากมาย ท่านเล่าปัญหาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสดใสนักว่า ผ่อนบ้านมา 22 ปีแล้ว บ้านกำลังจะโดนยึดจากธนาคาร ขอผ่อนผันแต่สู้ดอกเบี้ยไม่ไหว จะทำอย่างไรดี? จริงๆแล้วปัญหานี้แก้ไขตั้งแต่เริ่มได้ด้วยการรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปี แต่นั่นทำให้เราเข้าใจว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับนักวางแผนทางการเงินนั้น มีความรู้สึกทุกข์ทรมานจากการเป็นหนี้มากแค่ไหน ทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีใครหรือวิธีใดที่จะช่วยพวกเขาได้บ้าง และหากอยากมาขอรับคำปรึกษาก็ต้องใช้เวลาและมีค่าบริการที่ค่อนข้างสูง “ทำอย่างไรเราจึงจะช่วยเหลือทุกคนโดยใช้ความรู้ทางการเงินที่เรามีให้เกิดประโยชน์ได้” Refinn จึงเกิดขึ้นมาจากความคิดนี้เองครับ ปัจจุบันหลายๆท่านที่เป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ก้อนใหญ่อย่าง “หนี้บ้าน” กำลังประสบปัญหาแบบเดียวกับคุณป้า ผ่อนต่อไม่ไหว หรือผ่อนมานานจนรู้สึกท้อใจ สำหรับบางท่านที่พอจะรู้จักกับการ “รีไฟแนนซ์” อยู่บ้าง ก็ต้องพบกับความไม่สะดวกจากการตามรวมรวมข้อมูลจากธนาคารหรือสถาบันต่างๆที่มีให้เลือกมากมาย ต้องเข้าไปติดต่อด้วยตนเอง เพื่อขอทราบโปรโมชั่น บางธนาคารก็มีหลายตัวเลือกทั้งแบบทำประกัน ไม่ทำประกัน วิ่งรอกไปมาหลายแห่ง แล้วยังต้องกลับมาคำนวณด้วยตัวเองอีก เรื่องใหญ่อยู่ตรงนี้แหละ ไม่ทราบว่ามีหลักในการคำนวณอย่างไร เลยตัดสินใจคิดคร่าวๆแล้วสุ่มเลือกเอาจากสถาบันการเงินที่ตนเองรู้จักหรือเชื่อว่าน่าจะดีเพราะมีชื่อเสียงมา 3-4 แห่ง เดินทางไปยื่นเอกสารและติดต่อหลายที่หลายครั้ง Refinn จึงช่วยตอบโจทย์ของคุณตรงนี้ครับเราแนะนำวิธีการรีไฟแนนซ์เพื่อช่วยให้คุณผ่อนบ้านได้สบายขึ้น บ้านเป็นของคุณเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกแบบสุดๆ เพราะเราทำการรวบรวมข้อเสนอทุกเงื่อนไข…

รีไฟแนนซ์คืออะไร ใครเป็นผู้ให้บริการบ้าง?

รีไฟแนนซ์ (Refinance) คือการปิดหนี้ยอดเงินกู้คงเหลือจากเจ้าหนี้หรือผู้ให้สินเชื่อเดิม ด้วยเงินกู้จากเจ้าหนี้รายใหม่ โดยใช้สินทรัพย์เช่น บ้าน, รถ ที่เราเคยยื่นกู้ไว้มาเป็นหลักประกัน หรือพูดง่ายๆก็คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้นั่นเองครับ แล้วทำไมต้องเปลี่ยนเจ้าหนี้ด้วยล่ะ? สาเหตุก็เพราะว่า ตอนที่เรายื่นกู้ช่วงแรกๆนั้นจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ต่อมาเข้าสู่ช่วงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว เมื่อจ่ายหนี้ไปส่วนใหญ่จึงเป็นการจ่ายดอกเสียมากกว่า นอกจากนี้บางท่านอาจต้องการยืดระยะเวลาการกู้เงินออกไปเพื่อให้ผ่อนต่อเดือนสบายขึ้น บางท่านประสบปัญหาเงินหมุนเวียนจากกิจการที่ทำอยู่ หรือมีเหตุให้ต้องใช้จ่ายมากขึ้น ไม่สามารถผ่อนเท่าเดิมได้ การรีไฟแนนซ์จึงช่วยให้สามารถประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการแทนได้ ซึ่งผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ก็เข้าใจปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นของทุกท่านเป็นอย่างดี และมักจะจูงใจเราด้วยเงื่อนไขต่างๆดังต่อไปนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม 2. ให้ระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวนานขึ้น 3. ให้กู้เพิ่มจากวงเงินคงค้างที่เหลืออยู่ได้ ซึ่งผู้ให้บริการรีไฟแนนซ์นั้นมีอยู่มากมายหลายแห่ง สามารถแบ่งหลักๆได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ 2. องค์กรและบริษัทเอกชน ทั้งนี้การตัดสินใจว่าจะขอยื่นรีไฟแนนซ์กับผู้ให้บริการรายใดนั้นจะต้องพิจารณาเงื่อนไขของแต่ละแห่งให้ดีก่อนว่า ที่ใดจะก่อให้เกิดประโยชน์กับเราสูงสุด เพราะการขอยื่นรีไฟแนนซ์นั้นมีค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ เช่น ค่าบริการสินเชื่อตามสัญญาใหม่ ค่าธรรมเนียมในการจำนอง ค่าประเมินหลักประกัน ค่าประกันอัคคีภัย ค่าอากรแสตมป์ ค่าปรับในกรณีไถ่ถอนจำนองหรือคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เป็นต้น เราจึงควรนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่เราได้รับ ว่าส่วนต่างที่จะช่วยให้เราสามารถประหยัดลงได้นั้นคุ้มค่าหรือไม่ นอกจากค่าใช้จ่ายและการคำนวณความคุ้มค่าจากสถาบันการเงินหลายๆแห่งตามที่กล่าวมาแล้วยังมีขั้นตอนในเรื่องของการจัดเตรียมเอกสารและขั้นตอนการยื่นรีไฟแนนซ์ต่างๆอีกด้วย ดังนั้น ความสะดวกในเรื่องของการเดินทาง การให้บริการ และการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการรีไฟแนนซ์เช่นกันครับ…

ทำไมผู้มีบ้านและคอนโดควรรีไฟแนนซ์?

เคยรู้สึกท้อกับการผ่อนบ้านกันบ้างไหมครับ? บ้านและคอนโด เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่นอกจากจะเป็นปัจจัยสี่แล้ว ยังมีคุณค่าสำหรับจิตใจของผู้อยู่อาศัยกันอีกด้วย แต่เนื่องจากราคาที่สูงทำให้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องกู้สินเชื่อจากธนาคาร และเชื่อว่าหลายๆท่านที่ผ่อนมาสักระยะหนึ่ง น่าจะเคยเกิดความรู้สึกเหล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อย “โห ผ่อนต่อเดือนเป็นหมื่น ตัดเงินต้นนิดเดียวเอง เมื่อไหร่จะผ่อนหมดสักทีเนี่ย!” “แรกๆก็ผ่อนไหวหรอกนะ แต่นานๆไปเริ่มติดขัด เดือนนี้มีรายจ่ายฉุกเฉินด้วย ถ้าจ่ายต่อเดือนน้อยกว่านี้ก็คงดี” “อยากต่อเติมและซ่อมบ้านจัง แต่ต้องเก็บเงินไว้จ่ายค่างวดนี่สิ” แน่นอนว่า ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ดีเอาเสียเลย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็มาจากสาเหตุหลักคือ “ดอกเบี้ย” นั่นเองครับ เนื่องจาก ช่วงแรกที่เรากู้สินเชื่อบ้าน ธนาคารจะมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้ โดยอาจเป็นดอกเบี้ยคงที่ หรือดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เมื่อดอกเบี้ยแพง เงินที่เราจ่ายชำระหนี้ไปทั้งหมดก็จะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อน ทำให้รู้สึกว่าเงินต้นแทบไม่ลดลงเลย ดังนั้น รีไฟแนนซ์ จึงเป็นพระเอกของงานนี้ครับ เพราะผลประโยชน์หลักๆที่คุณจะได้รับก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ตามปกติแล้วดอกเบี้ยที่ลดลงควรมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการรีไฟแนนซ์ ขึ้นไปจึงจะถือว่าคุ้มค่า เพราะการรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกับตอนที่เรากู้ซื้อบ้านนั่นแหละครับ เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์ของธนาคาร (เพราะคุณจำเป็นต้องใช้บ้านหรือคอนโดเดิมเป็นหลักประกันในการขอรีไฟแนนซ์) ค่าธรรมเนียมจดจำนองกับกรมที่ดิน ค่าจัดการสินเชื่อตามสัญญาใหม่ เป็นต้น เอาล่ะครับ เรามาดูกันดีกว่าว่าอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ช่วยตอบโจทย์คุณได้อย่างไร 1. ช่วยทำให้บ้านหรือคอนโดเป็นของคุณเร็วขึ้น เพราะดอกเบี้ยที่ถูกลงเท่ากับเงินที่คุณจ่ายไปตัดเงินต้นมากขึ้น 2. สามารถขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้นานขึ้น…