Press "Enter" to skip to content

เป็นหนี้ง่าย แก้หนี้ยาก จริงหรือ?

อ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายอย่างเริ่มจาก…

ปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน โดยสูงถึงร้อยละ 80 ของ GDP ของประเทศ และมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่กู้เพื่อลงทุนหรือทำธุรกิจ ประเทศไทยจึงมีหนี้ครัวเรือนที่กู้มาเพื่ออุปโภคบริโภคสูงถึงร้อยละ 60 นั่นหมายความว่าเรามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงกว่าหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ถึง 3 เท่า เลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน คนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ช่วงอายุ 20 ปลายๆก็เริ่มเป็นหนี้กันแล้ว โดยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะใกล้เกษียณ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิตต่างๆ สามารถขอได้ง่าย แม้กระทั่งนักศึกษาจบใหม่เพิ่งมีรายได้ไม่กี่เดือนก็สามารถทำบัตรเครดิตได้แล้ว ทั้งที่ระดับค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งทำให้การเป็นหนี้เป็นเรื่องง่าย แต่การชำระคืนเป็นเรื่องยาก จากผลสำรวจพบว่า คนในช่วงอายุไม่ถึง 30 ปี มีหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน แล้วถึงร้อยละ 20 นับเป็นหนี้เสีย และโดนบันทึกในเครดิตบูโร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วในช่วงอายุนี้ควรมีเงินเก็บ เริ่มสร้างฐานะ สร้างความมั่นคง หากมีหนี้สินมากมายที่ต้องชำระ ทำให้รายได้ในแต่ละเดือนหมดไปกับดอกเบี้ย เริ่มสร้างฐานะได้ช้า อาจถึงขั้นไม่เพียงพอต่อการเกษียณในอนาคต

ทำไมคนไทยถึงเป็นหนี้?

ในเบื้องต้นมีสองประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นแรกคนไทยยังมีความรู้ทางการเงินน้อย ทุกวันนี้ในหลักสูตรการศึกษาในประเทศไทยมีหลายเรื่องที่เรียนในระดับมัธยม แล้วไม่ได้ใช้ต่อในระดับมหาลัย หรือ ใช้ในการทำงาน แต่เราทุกคนก็จำเป็นต้องเรียนเพราะอยู่ในหลักสูตร แต่ความรู้ทางการเงินที่มีโอกาสได้นำไปใช้อย่างแน่นอน ยังไม่มีการบรรจุลงในหลักสูตรของเรา ในขณะที่หลายๆ ประเทศบรรจุเรื่องการเงินไว้ในหลักสูตรพื้นฐานการศึกษา เพราะความรู้การเงินถือเป็นเรื่องที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นอย่างการใช้บัตรเครดิต บัตรเครดิตคือบัตรใช้แทนเงินสด ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มากกว่าเงินสดที่มี ควรใช้อย่างมีวินัยจ่ายเงินคืนในเวลาประมาณ 55 วัน ก็จะทำให้ไม่ต้องเป็นหนี้ และ ไม่ต้องชำระดอกเบี้ย

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องความจำเป็นในการใช้จ่ายจริงๆ หรือเป็นเพียงความต้องการ ในสมัยที่ธุรกิจทุกชนิดพยายามจะผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สิ่งของต่างๆก็ดูจำเป็นไปเสียทั้งหมด แม้แต่บัตรกดเงินสด บัตรเครดิตเอง ก็เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่งที่ออกมาตอบสนองความต้องการใช้เงินของเรา ดังนั้นเราที่เป็นผู้บริโภคควรแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนมีความจำเป็นและสิ่งไหนเป็นเพียงความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ หากมองว่าเราต้องเดินทางไปทำงานทุกเช้า รถยนต์จึงดูจำเป็นมากๆ แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วทางที่เราไปทำงานมีรถไฟฟ้าผ่าน แม้ต้องเบียดเสียดกับคนจำนวนมาก แต่ค่าโดยสารถูกกว่าราคาน้ำมันและที่จอดรถในแต่ละวัน รถยนต์ก็ดูเป็นเพียงการซื้อความสะดวกสบายเท่านั้นเอง ดังนั้นก่อนจะเริ่มสร้างหนี้ วันนี้ควรถามตัวเองว่าสิ่งเหล่านั้นมีความจำเป็นในระดับไหน

เมื่อระบบการศึกษา ยังไม่เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนบริหารการเงินส่วนบุคคล

ธนาคารต่างๆ ก็ปล่อยสินเชื่อตามความต้องการของผู้ขอสินเชื่อ แล้วคนทั่วไปเองยังแยกความจำเป็นจริงๆออกจากความจำเป็นที่ปรุงแต่งขึ้นไม่ได้ ย่อมทำให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นหนี้ได้ง่ายๆอย่างไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นเพื่อหยุดปัญหาดังกล่าว เริ่มวางแผนทางการเงินตั้งแต่วันนี้ ใช้จ่ายในระดับที่พอดี จ่ายคืนหนี้มากกว่าขั้นต่ำ เพื่อลดภาระหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล โดยยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือเราสามารถใช้บ้านหรือคอนโดปิดหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคลได้ โดยการทำรีไฟแนนซ์และกู้เพิ่มมาปิดบัตรเครดิตสำหรับคนที่ผ่อนสินเชื่อบ้านเกินสามปี หรือ ขอสินเชื่อ home for cash ในกรณีที่มีบ้านปลอดภาระหนี้เป็นของตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะอัตราดอกเบี้ยบ้านจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่มาก ทำให้เราสามารถลดหนี้และดอกเบี้ย เพิ่มเงินออมให้กับตัวเอง และวางแผนเผื่อตอนเกษียณในอนาคตได้

สุดท้ายนี้ “ถึงเราจะหยุดหนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้ แต่เราสามารถลดดอกเบี้ยในอนาคตได้”

บทความโดย Refinn.com

 

References

ธปท. กับการแก้ปัญหา “หนี้ครัวเรือนไทย”  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/762362

แชร์บทความดีๆ ให้เพื่อนคุณ..

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *